วันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

วิชาสังคม



เศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาที่ยั่งยืน


 
   เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงชี้ถึงแนวทางการดำเนินชีวิตของประชาชนในทุกระดับ ไม่ว่าจะในระดับครอบครัว ชุมชน หรือ รัฐ ในการปฏิบัติงานหรือบริหารพัฒนาประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง มีความพอประมาณ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไม่ประมาท  มีเหตุผลและสร้างระบบภูมิคุ้มกันต่อผลกระทบต่างๆอันอาจจะเกิดขึ้นจากภายนอกและภายในอย่างรอบคอบ ในขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนให้มีความสำนึกในคุณธรรม   ความซื่อสัตย์   และความรอบรู้ที่เหมาะสม การดำเนินชีวิตควรใช้ความอดทน  ความเพียร  มีสติปัญญา  พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงจากสภาพแวดล้อม  และวัฒนธรรมโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี       การดำรงชีวิตและปฏิบัติตนมุ่งเน้นการอยู่รอดปลอดภัย   และวิกฤต  สร้างความมั่นคงและความยั่งยืนของการพัฒนา

ความพอเพียงจะต้องประกอบด้วย  3  คุณลักษณะ 
 


     1.ความพอประมาณ
 หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่นการผลิตและการบริโภคอยู่ในระดับพอประมาณ

      2.ความมีเหตุผล
 หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผลโดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ๆ อย่างรอบคอบ

      3.การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว  หมายถึง   การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบ  และการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล
                การดำเนินกิจการต่างๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้น  ต้องมีความรู้ และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน กล่าวคือ

                  4.ความรู้
  ประกอบด้วย  ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน  ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน  เพื่อประกอบการวางแผน และความระมัดระวังในขั้นปฏิบัติ

                  5.คุณธรรม  ที่จะต้องเสริมสร้างประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความอดทน มีความเพียง ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต
        จึงกล่าวได้ว่าการนำปรัชญาของเศรษฐกิจเพียงพอมาปฏิบัติ คือ  การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน  พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน  ทั้งเศรษฐกิจ สังคม  สภาพแวดล้อม  ความรู้  และเทคโนโลยี  เป็นแนวทางในการพัฒนาให้สามารถพึ่งตนเองในระดับต่างๆอย่างเป็นขั้นตอน ลดความเสี่ยงเกี่ยวกับธรรมชาติหรือการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยต่างๆโดยอาศัยความพอประมาณและสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี มีความรู้  ความเพียร และความอดทน สติ และปัญญา การช่วยเหลือเกื้อกูล และความสามัคคี  โดยภูมิปัญญาท้องถิ่นผสมผสานกับหลักวิชาการใช้การพิจารณาวางแผนและขั้นตอนการปฏิบัติอย่างรอบคอบ โดยตระหนักในคุณธรรม  ความซื่อสัตย์  สุจริต  ใช้สติปัญญาและความเพียรในการดำเนินชีวิต
 
 หลักสำคัญของความพอดีมี  5  ประการ คือ

      1.ความพอดีด้านจิตใจ:ต้องเข้มแข็ง สามารถพึ่งตนเองได้ มีจิตสำนึกที่ดี เอื้ออาทร  ประณีประนอม  นึกถึงผลประโยชน์ส่วนรวม

       2.ความพอดีด้านสังคม:ต้องมีความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน  สร้างความเข็มแข็งให้แก่ชุมชน รู้จักผนึกกำลัง และที่สำคัญมีกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดจากฐานรากที่มั่นคง และแข็งแรง

        3.ความพอดีด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม:รู้จักใช้และจัดการอย่างฉลาดและรอบคอบ  เพื่อให้เกิดความยั่งยืนสูงสุด  และที่สำคัญใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในประเทศ  เพื่อพัฒนาประเทศให้มั่นคงอยู่เป็นขั้นเป็นตอนไป
       4.ความพอดีด้านเทคโนโลยี:รู้จักใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมให้สอดคล้องกับความต้องการ และควรพัฒนาเทคโนโลยีจากภูมิปัญญาชาวบ้านของเราเองและสอดคล้องเป็นประโยชน์ต่อสภาพแวดล้อมของเราเอง                                            
        5.ความพอดีด้านเศรษฐกิจ:เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ดำรงชีวิตอย่างพอควร พออยู่ พอกิน สมควรตามอัตตภาพ และฐานะของตน
 กรอบแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง


    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงคิดค้นวิธีการที่จะช่วยเหลือ ราษฎรด้านการเกษตร  จึงได้ทรงคิด ทฤษฎีใหม่”  ขึ้น เมื่อปี 2535    โครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณวัดมงคลชัยพัฒนาอัน เนื่องมาจากพระราชดำริจังหวัดสระบุรี  เพื่อเป็นตัวอย่างสำหรับการทำการเกษตรให้แก่ราษฎร  ในการจัดการด้านที่ดินและแหล่งน้ำในลักษณะ 30 : 30 : 30 : 10   คือ ขุดสระและเลี้ยงปลา 30  ปลูกข้าว  30  ปลูกพืชไร่พืชสวน  30  และสำหรับเป็นที่อยู่อาศัย ปลูกพืชสวนและเลี้ยงสัตว์ใน  10  สุดท้าย ต่อมาได้พระราชทานพระราชดำริเพิ่มเติมมา  โดยตลอดเพื่อให้เกษตรกร ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศมีความแข็งแรงพอ ก่อนที่จะไปผลิตเพื่อการค้าหรือเชิงพาณิชย์  โดยยึดหลักการ  “ทฤษฎีใหม่  3  ขั้น คือ
ขั้นที่1 มีความพอเพียงเลี้ยงตัวเองได้บนพื้นฐานของความประหยัดและขจัดการใช้จ่าย
ขั้นที่2 รวมพลังกันในรูปกลุ่ม เพื่อการผลิตการตลาด การจัดการ รวมทั้งด้านสวัสดิการ  การศึกษา  การพัฒนาสังคม
ขั้นที่3 สร้างเครือข่ายกลุ่มอาชีพและขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หลากหลาย   โดยประสานความร่วมมือกับภาคธุรกิจภาคองค์การ  พัฒนาเอกชน และภาคราชการในด้านเงินทุนกาลตลาด  การผลิต  การจัดการและข่าวสารข้อมูล
 
       สำหรับในภาคอุตสาหกรรม ก็สามารถนำ เศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ได้ คือ เน้นการผลิตด้านการเกษตรอย่างต่อเนื่อง และไม่ควรทำอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เกินไป  เพราะหากทำอุตสาหกรรมขนาดใหญ่   ก็จะต้องพึ่งพิงสินค้าวัตถุดิบและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ  เพื่อนำมาผลิตสินค้า เราต้องคำนึงถึงสิ่งที่มีอยู่ในประเทศก่อน  จึงจะทำให้ประเทศไม่ต้องพึ่งพิงต่างชาติอย่าง เช่น ปัจจุบัน ดังนั้น เราจะต้องช่วยเหลือประเทศให้มี  ความเข้มแข็ง  ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เป็นผู้จุดประกายระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง  ซึ่งจะเป็นการช่วยลดปัญหาการนำเข้าวัตถุดิบ และชิ้นส่วนที่เรานำมาใช้ในการผลิตให้เป็นลักษณะพึ่งพา  ซึ่งมีมาแล้วเกือบ  20  ปี  แต่ทุกคนมองข้ามประเด็นนี้ไป  ตลอดจนได้รับผลจากภายนอกประเทศทำให้ประชาชนหลงลืม  และมึนเมาอยู่กับการเป็นนักบริโภคนิยม  รับเอาของต่างชาติเข้ามาอย่างไม่รู้ตัว  และรวดเร็วจนทำให้เศรษฐกิจของไทยตกต่ำ

ซึ่งเราสามารถนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาพัฒนาท้องถิ่นได้ คือ

   นำมาเป็นสหกรณ์ชุุุมชนหรือสหกรณ์โรงเรียน โดยการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง(ทางสายกลาง)และหลักความพอดี คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผลและการมีภูมิคุ้มกันที่ดี ความพอดีด้านจิตใจ,สังคม,สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ,เทคโนโลยีและด้านเศรษฐกิจมาประยุกต์ใช้ เช่น ในด้านหลักความพอดีด้านเทคโนโลยีแทนที่เราจะซื้อเครื่องจักรมาบ้านละ1เครื่้องก็เปลี่ยนมาเป็นใช้กับชุมชนที่สหรณ์ชุมชนหรือที่สหกรณ์โรงเรียนในเครื่องเดียว ซึ่งมีผลดีคือ ประหยัดค่าใช้จ่ายและทรัพยากรธรรมชาติ
 
 
 
 
 
 

 





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น